บล็อกข่าวสารด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ

ปัจจุบันเทคโนโลยีใหม่ๆได้เข้ามามากขึ้นทำให้เราต้องรับรู้ข่าวสารอยู่ตลอดเวลา

3 เทคโนโลยี ที่จะเปลี่ยนมุมมอง

without comments

เรื่องราวของเทคโนโลยี 2014 หลายอย่างเริ่มลงตัวและเป็นรูปร่างมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้ชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล แม้อาจจะดูว่ายังห่างไกลความเป็นจริง แต่สิ่งที่เห็นนั้น อาจกลายเป็นต้นแบบแนวคิดของเครื่องมือหรืออุปกรณ์บางอย่างที่เข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้น รวมถึงหลายคนอาจกำลังใช้งานอยู่แบบไม่ทันรู้ตัวก็ได้ ส่วนจะมีเทคโนโลยีใดบ้างนั้น ก็คงต้องมาดูกัน เรียกว่าอุ่นเครื่องก่อนไปพบสิ่งใหม่ๆ กันใน CES 2015 ที่จะถึงนี้

Apple Watch

Apple Watch เป็นอุปกรณ์ในแบบ Wearable ที่เรียกเสียงฮือฮาให้กับคนที่คอยติดตามในช่วงปีที่ผ่านมาได้อย่างมากมาย โดยเฉพาะเมื่อมีการเดโมผ่านทางกราฟฟิกในงานเปิดตัว iPhone 6 นั้น ทำให้หลายคนแทบจะควักเงินซื้อกันเลยทีเดียว ด้วยความหลากหลายของฟังก์ชั่นและการดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของ Apple ที่ทำให้หลายคนมองว่าไม่ใช่แค่นาฬิกาหรือที่สวมข้อมือธรรมดา แต่เหมือนเอาสมาร์ทโฟนย่อส่วนลงไปในนั้นเลยทีดียว เพราะสามารถเปลี่ยนอินเทอร์เฟส ธีม ปรับแต่งสี รวมถึงการใช้งานระบบออนไลน์ ป้อนข้อมูล เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน ย่อขยายหน้าจอด้วยระบบสัมผัส รวมถึงการตรวจสอบการเต้นของหัวใจ พร้อมกับทำงานร่วมกับแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้ โดยที่ Apple Watch นี้ราคาเปิดตัวเริ่มต้นที่ 349 USD ซึ่งคาดว่าจะได้จับจองของจริงกันในช่วงปี 2015 นี้

Google Self-Driving car

Google’s Self-Driving Car จะเป็นอย่างไรหากรถยนต์ที่คุณใช้ไม่ต้องขับเอง เพียงแค่คุณนั่งหลังพวงมาลัยและโปรแกรม รถยนต์ก็จะพาคุณไปยังจุดหมายที่ต้องการในทันที ด้วยสโลแกนที่ว่า ไม่มีคนขับ ไม่ต้องเหยียบเบรคและไร้ปัญหา ซึ่งรถยนต์ไร้คนขับจากการพัฒนาของ Google นี้ ได้ถูกปรับปรุงต่อเนื่องมาด้วยกันหลายรุ่นและอาจจะมีการนำมาใช้บนท้องถนนแคลิฟอร์เนียอีก 2 ปีข้างหน้า หลังจากมีการร่างกฏข้อบังคับ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการใช้ถนนร่วมกัน โดยรถยนต์ต้นแบบออกมาเป็นรถการ์ตูนน่ารัก แต่คาดว่าจะมีออกมาอีกหลายแบบในปีถัดไป ออกมาพร้อมระบบควบคุมพวงมาลัย เบรคและปุ่มเดินหน้า-หยุด พร้อมหน้าจอแสดงการเดินทาง ความเร็ว ในช่วงต้นนี้จะยังอยู่ที่ 25 ไมล์ต่อชั่วโมง นอกจากจะให้ความสะดวกสบายแล้ว ยังมาพร้อมความปลอดภัยอีกด้วย นอกจากนี้ยังเชื่อมต่อกับระบบออนไลน์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการจอดรถในห้างหรือ การวางแผนตามเส้นทางอย่างเป็นระบบอีกด้วย

OculusRift

Oculus ระบบ VR ในยุคใหม่ ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ด้วยการนำคุณเข้าสู่โลกเสมือนจริงที่ให้ทำให้ได้รับประสบการณ์อย่างน่าทึ่งผ่านแว่น Oculus Rift โดยในเวลานี้ Facebook เข้าลงทุนด้วยเงินกว่า 2000 ล้านเหรียญ เทคโนโลยีนี้น่าสนใจอย่างไร ส่วนหนึ่งก็เพราะ การที่จะทำให้เราได้สื่อสารกันอย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ด้วยการเห็นรูปร่างหน้าตาและการเรียนรู้ผ่านทางอุปกรณ์นี้ได้ง่ายกว่า รวมถึงการเข้าสู่โลกสามมิติอย่างเต็มตัว ไม่ว่าคุณจะหันมองไปทางใด และในอนาคตคุณจะสามารถมองเห็นสินค้า ได้มากกว่าภาพสองมิติหรือวีดีโอทั่วไป แต่จะมองเห็นการทำงานได้อย่างใกล้ชิดและแน่นอนว่า ย่อมเข้าไปสู่ในเรื่องของการเล่นเกมสามมิติและการท่องเที่ยวอีกด้วย ล่าสุดทาง British Columbia ได้นำ Oculus Rift virtual reality technology ไปใช้ในการทดสอบเพื่อนำเสนอการท่องเที่ยวในวันหยุดผ่านทาง Oculus ให้นักท่องเที่ยวออนไลน์ให้เห็นบรรยากาศทิวทัศน์ในประเทศแคนาดาในรูปแบบของ HD Go Pro ที่มีทั้งมุมมองบนอากาศ บนน้ำและการเดินป่าอีกด้วย

Written by admin

June 30th, 2015 at 3:28 pm

แบตเตอรี่ล้ำอนาคตของรถไฟฟ้า อีกไม่นานเกินรอ

without comments

แบตเตอรี่น้ำหนักเบาแบบแผ่น ซึ่งใช้เทคโนโลยี Nano-Tech กำลังจะเข้ามาแทนที่แบตเตอรี่แบบเก่าที่หนัก กินพื้นที่และเก็บกระแสไฟได้น้อยกว่า รถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้าในการขับเคลื่อนซึ่งมีทั้งแบบเครื่องยนต์ผสมมอเตอร์ไฟฟ้า แบบ Hybrid กับรถยนต์ที่วิ่งด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าเพียวๆ โดยไม่มีเครื่องยนต์เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือ Electric Car ในปัจจุบันนี้ยังคงประสบกับปัญหาในด้านระยะทางของการวิ่งด้วยพลังงานจากแบตเตอรี่ เมื่อคิดจะแก้ไขโดยการเพิ่มปริมาณของแบตเตอรี่ให้มากยิ่งขึ้นเพื่อเพิ่มสมรรถนะในด้านระยะทางกลับทำให้รถมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นจนทำให้การใช้พลังงานไม่ดีเท่าที่ควร นักวิทยาศาสตร์ของยุโรปจึงทำการคิดค้นแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กและสามารถชาร์จตัวมันเองได้ วิศวกรใน London Center for Nanotechnology ณ สถาบัน Imperial College หรือ LCN ได้ลงมือวิจัยแบตเตอรี่ชนิดใหม่ร่วมกับบริษัทรถยนต์ Volvo เพื่อพัฒนาแบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กและบางเพื่อติดตั้งลงในรถยนต์โดยใช้พื้นที่ไม่มากนัก

นวัตกรรมแบตเตอรี่ล่าสุด มีเทคโนโลยี Nano-technology โดยได้ชื่อนี้มาจากคำว่า Nanometer ซึ่งหมายถึงหน่วยของการวัดที่มีขนาดความยาวเท่ากับ 1,000 ในล้านส่วนของ 1 เมตร นักวิทยาศาสตร์หัวใสกลุ่มนี้กำลังทำการวิจัยโครงสร้างของคาร์บอนที่มีขนาดเล็กมารองรับ โดยสามารถสอดใส่แบตฯแบบลิเธียมไอออนแบบเป็นชิ้นที่มีความบางมาก โดยออกแบบให้มีความบางประมาณ 1 มิลลิเมตร เมื่อแบตเตอรี่ถูกทำให้เป็นแผ่นที่มีความบางได้ขนาดนั้น มันจะสามารถนำมาใช้เป็นชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบในรถยนต์ได้อย่างสบาย โดยสามารถถูกสอดใส่เป็นชิ้นๆ ขั้น ระหว่างคาร์บอนไฟเบอร์และเรซิ่น ซึ่งหมายรวมว่าแบตฯ ชนิดใหม่นี้ จะใช้ทำตัวถังภายนอกก็ยังสามารถทำได้ เช่นเดียวกันกับรถ BMW i3 ซึ่งมีน้ำหนักของชุดแบตฯ ถึง 230 กิโลกรัม เมื่อน้ำหนักของแบตฯ รุ่นใหม่ที่มีความบางและเบา จะทำให้ i3 มีน้ำหนักของแบตเตอรี่แบบ Nano ลดลงถึงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว

ในอนาคต รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะมีฝากระโปรงหน้า ประตู หลังคาหรือฝาท้ายเป็นชิ้นแผ่นซึ่งทำจาก Nano-tech ผนวกกับแบตเตอรี่ที่ถูกออกแบบให้เป็นแผ่นด้วยเทคโนโลยี Nano นอกจากจะช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนักแล้ว แบตเตอรี่แบบ Nano-tech ยังช่วยให้รถไฟฟ้าที่ติดตั้งวิ่งได้ไกลถึง 80 ไมล์ แบตเตอรี่แบบ Nano-tech มีการทำงานเหมือนกับแบตฯ ทั่วๆ ไป โดยสามารถชาร์จไฟด้วยระบบ Plug in Hybrid ด้วยไฟบ้านหรือสถานีบริการชาร์จไฟที่จะมีมากขึ้นในอนาคต การชาร์จกระแสไฟฟ้ายังสามารถใช้ระบบเบรกแบบ Regenerative Barking ซึ่งรถยนต์ Hybrid ส่วนใหญ่มีใช้ในปัจจุบัน

การออกแบบให้แบตเตอรี่สามารถสอดใส่เป็นไส้ในของแผ่นคาร์บอนไฟเบอร์นี้กำลังจะกลายเป็นนวัตกรรมใหม่ของรถยนต์ในอนาคต แบตเตอรี่แบบ Nano-tech ยังสามารถดัดแปลงให้ใส่ในเบาะ ชิ้นส่วนช่วงล่าง หรือแท่นเครื่องแท่นเกียร์ก็สามารถทำได้และยิ่งจะทำให้รถยนต์มีที่กักเก็บพลังงานได้มากขึ้นโดยไม่ส่งผลกระทบไปถึงน้ำหนักตัว บริษัท Volvo เคลมว่าอีก 10 ปีนับต่อจากนี้ โลกแห่งยนตรกรรมจะมีแบตฯ แบบใหม่ให้ใช้งานอย่างแน่นอน

Nanotube กลายเป็นวัสดุมหัศจรรย์ คือสามารถนำไปใช้เคลือบเป็นหมึกแบบ Nanotube Ink เพื่อใช้สร้างคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบโมบายล์โฟน หรือโทรทัศน์จอแบน นวัตกรรม Nanotube ยังใช้ในกลุ่มงานที่ผลิตเซลล์สุริยะ หรือโซลาร์เซลล์แบบใส สามารถนำไปใช้แทนกระจกบังลมในรถยนต์หรือบานหน้าต่างในบ้าน แม้ในปัจจุบันจะยังไม่มีบริษัทใดทำการผลิตออกมา แต่ถ้าเอาเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้มาควบรวมกับ Nanotube ในอนาคตผู้ใช้รถยนต์จะมีโครงตัวถังที่สามารถใช้เป็นแหล่งกักเก็บพลังงาน แถมยังสามารถชาร์จกระแสไฟฟ้าในระหว่างการใช้งานในตอนกลางวันได้อีกด้วย

เทคโนโลยีที่น่าสนใจในปี 2020

without comments

ในทุกวันนี้เทคโนโลยีเริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น  และในอนาคตข้างหน้าเทคโนโลยียังคงมีการเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ในปี 2020 จะมีการรวมเทคโนโลยี ระหว่างเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสาร และเทคโนโลยีการแพร่ภาพกระจายเสียง เป็นการใช้เทคโนโลยี Cloud ร่วมกับทัชสกรีน ทั้งนี้จะขอยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

  1. SENSORS EVERYWHERE ในปี 2020 จะมีเทคโนโลยีในการจดจำใบหน้าแทนการใช้พาสเวิร์ดและแอพพลิเคชั่นเสียง นอกจากนี้เทคโนโลยีการจดจำเสียงจะก้าวล้ำไปกว่าเดิมมาก เช่น ระบบดักจับข้อความแล้วบันทึกลงได้เอง
  2. 3D PRINTING ช่วยทำให้นักออกแบบทำงานได้ง่ายขึ้น เพียงแค่ใส่วัสดุเข้าไปภายในเครื่อง จากนั้นสั่งพิมพ์ เราก็จะได้งาน 3D ออกมา นอกจากจะทำให้นักออกแบบทำงานได้ไวขึ้นแล้ว ยังช่วยให้มองเห็นข้อผิดพลาดในชิ้นงานได้ทันที
  3. REMOTE WORKERS AS ROBOTS ในปีค.ศ 2020 ได้มีการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้ในออฟฟิศ เพื่อการสื่อสารระหว่างคนในองค์กรหรือช่วยในการควบคุมการทำงานระหว่างผู้บังคับบัญชากับลูกน้องดูจะเป็นเรื่องธรรมดามีจอสกรีนซึ่งจะปรากฏภาพของผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นผู้ควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์จากสถานที่ซึ่งอยู่ไกลออกไป ความสามารถในการควบคุมนี้ทำได้แม้กระทั่งสั่งเจ้าหุ่นยนต์ให้เดินไปรอบๆ ออฟฟิศ ซึ่งไมโครโฟนและกล้องที่ติดอยู่บนตัวหุ่นยนต์จะช่วยให้หัวหน้าติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในออฟฟิศได้อย่างใกล้ชิด
  4. อาคารมีชีวิตแห่งอนาคต สามารถรับรู้และตอบสนองมนุษย์ได้อย่างรวดเร็วทั้งนี้เพื่อปกป้องผู้คนที่พักอาศัยหรือทำงานภายในอาคารให้มีความปลอดภัยอีกทั้งยังช่วยประหยัดทรัพยากรและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกสู่ชั้นบรรยากาศอีกด้วย ช่วยเตือนให้การซ่อมบำรุงอุปกรณ์ต่าง ๆ สามารถทำได้ก่อนที่จะเกิดการชำรุดเสียหายและยังช่วยให้หน่วยฉุกเฉินสามารถตอบสนองต่อเหตุการณ์ต่างๆได้อย่างฉับไว รวมไปถึงจัดการด้านระบบโทรคมนาคมและระบบรักษาความปลอดภัย
  5. GESTURE CONTROL เครื่องมือที่ใช้แสง LED ในการจับสัญญาณท่าทางจากมือ จากนั้นจึงถูกแปลงคำสั่งไปยังคอมพิวเตอร์ แทนการใช้ปุ่มกดอย่างเม้าท์หรือคีย์บอร์ดในยุคปัจจุบัน เพียงแค่ขยับท่าทางของมือเท่านั้นก็สามารถสั่งการได้แล้ว

Written by admin

April 28th, 2015 at 1:33 pm

ส่องเทรนด์เทคโนโลยีในปี 2558 อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง

without comments

 

ในปีที่ผ่านมาเราเห็นการขยับเขยื้อนของเทคโนโลยีเทรนด์หลากหลายทั้งที่มีการพัฒนาให้ดีขึ้นจากปีก่อนๆ และทั้งที่ตกกระป๋องด้วยเช่นกัน ซึ่งหากจะสรุปภาพรวมของเทคโนโลยีไอทีที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว ทั้งในเชิงนโยบายจากรัฐบาลและจากภาคเอกชนก็พอจะเห็นภาพรวมว่าเทคโนโลยีไหนจะอยู่หรือจะไปในปี 2558

Smart City เมืองแห่งอนาคตของคนไทย

วันนี้ Smart City ในเมืองไทยยังคงทำได้ไม่ดีนักในปีที่ผ่านมา แต่ก็พอจะมีให้เห็นได้บ้างในความพยายามบางอย่างกับนโยบายของรัฐบาลอย่างดิจิทัล อีโคโนมี ซึ่งมีความคาบเกี่ยวกับหลักการของ Smart City อยู่บ้าง และจะสังเกตได้จากโครงการจากรัฐบาลต่างๆ ที่ส่วนใหญ่ยังคงผลักดันในการเป็น Standalone Smart Building อยู่ แปลว่าหากมองภาพรวมแล้ว Smart City ก็จะยังคงไม่เกิดในเมืองไทยในเร็ววันนี้

Wearable Device จิ๋วแต่แจ๋ว

อุปกรณ์ Wearable Device ถือว่าเป็นอีกเทคโนโลยีหนึ่งที่เปิดตัวแรงมากในปีที่ผ่านมา หากแต่หลายค่ายที่เปิดตัวออกมาแบบยังมีข้อจำกัดในการทำงานอยู่พอสมควร ดังนั้นวันนี้ Wearable Device ยังคงจะไม่ใช่เทคโนโลยีของคนไทย แต่หากมองไปลึกๆ ทั้งปีนี้ จะเห็นได้ว่ามีข่าวการขยับโปรเจกต์ถัดๆ ไปของแต่ละค่าย เช่น Google ที่เริ่มจะพัฒนา Google Glass ให้ได้เห็นเวอร์ชั่นใหม่ในอีกไม่กี่เดือนที่จะถึงนี้ซึ่งก็คงต้องตามรอชมว่าจะสมกับที่รอคอยหรือไม่

เปลี่ยนโลกแห่งการพิมพ์ด้วย 3D Printing

เทคโนโลยีการพิมพ์ที่มีความสมบูรณ์มากขึ้นในปีที่แล้วได้พัฒนาวงการต่างๆ ให้มีความคึกคัก และถูกขยายการใช้งานเป็นวงกว้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อต้นปีที่แล้วราคาเครื่องพิมพ์ 3D Printing ยังค่อนข้างสูง แต่ถึงปลายปีในไทยได้เริ่มทำ OEM 3D Printer มากขึ้นทำให้ต้นทุนการใช้งานเครื่อง 3D Printing ราคาถูกลงอย่างน่าสนใจ ดังนั้นเราจะได้เห็นเทคโนโลยี 3D Printing บูมขึ้นอย่างแน่นอนในปีนี้ และคนไทยจะได้ใช้ของดีในราคาถูกกันเพิ่มขึ้นแน่นอน

3G VS 4G ในไทย

บทสรุปของมหากาพย์ 3G และ 4G ในประเทศไทยคงจะได้ข้อสรุปสักทีในปี 2558 หลังจากรัฐบาลออกมาประกาศชัดเจนว่าปีหน้าจะมีการเปิดสัมปทานโครงข่าย 4G แน่นอน แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนเลยคือค่ายโทรศัพท์ทุกค่ายต่างพร้อมใจกันลงทุนสร้างโครงข่าย 4G เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั่นแปลว่าในปีนี้หลังสัมปทานเสร็จเรียบร้อยคนไทยจะได้ใช้ 4G กันเสียที

Digital Economy

ประเด็นใหญ่สุดในภาพรวมของเทคโนโลยีไอทีบ้านเราคงหนีไม่พ้นดิจิทัล อีโคโนมี ที่รัฐบาลนี้ออกมาประกาศอย่างชัดเจนว่าจะเป็นนโยบายที่จะผลักดันอย่างจริงจัง และเริ่มมีหลายๆ โครงการที่เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ซึ่งหากทำได้จริงประเทศไทยก็คงจะมีโครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยีที่ทัดเทียมกับเพื่อนบ้านได้อย่างสมฐานะสักที

Written by admin

February 15th, 2015 at 2:44 pm

Windows 10 เป็นเทคโนโลยีใหม่ที่น่าสนใจในปี 2015

without comments

Windows 10 เปิดตัวเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2014 เป็น Windows รุ่นใหม่ล่าสุดที่ทางไมโครซอฟท์ได้ข้ามชื่อ Windows 9 ไป สามารถใช้งานได้บนอุปกรณ์ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสมาร์ทโฟน, แท็บเล็ต, คอมพิวเตอร์ ฯลฯ อินเทอร์เฟซโดยรวมคล้ายกับ Windows 8 แต่โปรแกรมและแอพฯต่างๆ สามารถใช้งานได้ทั้งโหมด Desktop และโหมด Tablet ไม่แยกออกจากกันเหมือน Windows 8 อีกแล้ว พร้อมทั้งการกลับมาของ Start Menu สำหรับการใช้งานแบบโหมด Desktop โดยจะวางจำหน่ายในปี 2015 โดย Windows 10 กลายเป็นชื่้อของระบบปฏิบัติการรุ่นล่าสุดของทาง Microsoft โดยที่ทางภายในของไมโครซอฟท์เลือกใช้เป็นชื่อของการระบบก่อนมีการเปลี่ยนแปลง โดยข้ามเลข Windows 9 เพื่อก้าวสู่การพัฒนาใหม่ในไม่ช้านี้ ซึ่ง Windows 10 นี้ มาพร้อมกับการอัพเดต Start Menu, Notification Center และรองรับระบบ Virtual Desktop อีกด้วย แต่ก่อนหน้านี้มีข่าวลืมว่าจะมีการถอดเอา Charm Bar ออกจากระบบปฏิบัติการใหม่นี้

จุดเด่นของ Windows 10 คือการออกแบบที่ใช้งานง่ายและปลอดภัยต่อภาคธุรกิจมากยิ่งขึ้น เช่นปรับปรุงในส่วนของ User experience , เพิ่มเติมในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัยให้ดียิ่งขึ้น และเพิ่มความสามารถในการจัดการได้ง่ายขึ้นจากตัวผู้ใช้เอง พร้อมกันนั้นยังมีการกลับมาของปุ่ม Start Menu นอกจากนี้แอปที่อยู่ในหน้า Metro , รวมไปถึงแอปต่างๆใน Windows Store ก็จะสามารถเปิดใช้งานเป็นหน้าต่างแบบปกติที่ย่อขยายได้แล้วทำให้ไม่ต้องเสีย พื้นที่เต็มหน้าจออีกต่อไป

Windows 10 จะเป็นระบบปฏิบัติการที่รวมออกแบบมาให้สามารถใช้งานได้กับทุกอุปกรณ์และทุกขนานหน้าจอรวมถึงทุกๆรูปแบบการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการใช้งานร่วมกับหน้าจอทัชสกรีน หรือร่วมกับเมาส์และคีย์บอร์ดตามปกติ นอกจากนี้นักพัฒนายังสามารถสร้างแอพแบบ Universal app ให้สามารถใช้งานได้กับทุกๆอุปกรณ์ที่ใช้งานระบบ windows 10 นี้ได้ทันที ซึ่งในแง่ของการใช้งาน Microsoft ได้ออกแบบมาให้ใกล้เคียงกับการใช้งานระบบ Windows 7 มากที่สุด โดย Microsoft ให้เหตุผลว่า เพราะคนหลายล้านคนยังใช้งานระบบ Windows 7 อยู่ และ Microsoft ต้องการให้คนเหล่านี้เปลี่ยนมาใช้ระบบ Windows 10 ได้อย่างง่ายดายและไม่ขัดต่อความรู้สึกมากนัก แต่ยังคงหลายๆอย่างของ Windows 8 เอาไว้อยู่

Written by admin

January 19th, 2015 at 3:38 pm